แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผ้าม่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผ้าม่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

5 วิธีทำความสะอาดผ้าม่าน

ผ้าม่าน
       

ผ้าม่านนั้นเป็นของตกแต่งที่มีอยู่แทบทุกบ้าน เพราะนอกจากจะช่วยปรับแสงแดดที่ส่องเข้ามาให้สมดุลแล้ว ยังเป็นของแต่งห้องที่ทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นผ่อนคลายมากขึ้นอีกด้วย จึงถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบ้านของใครหลาย ๆ คน

          ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผู้คนก็มักจะละเลยที่จะทำความสะอาดผ้าม่านกันเสมอ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ได้รับสิ่งสกปรกจากภายนอกโดยตรง เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงได้นำเคล็ดลับในการทำความสะอาดผ้าม่านมาฝากกัน เพื่อให้คุณได้ลองไปใช้ดูแลผ้าม่านของคุณดู ลองไปอ่านกันเลยค่ะ

 1. เริ่มจากส่วนบนก่อน

          ควรทำความสะอาดด้วยการปัดฝุ่นหรือดูดฝุ่นไล่จากส่วนบนสุดของผ้าม่านก่อน เพราะหากคุณเริ่มทำจากด้านล่าง พอปัดฝุ่นด้านบน สิ่งสกปรกก็จะร่วงลงไปเกาะชายผ้าม่านให้สกปรกอีกครั้งอยู่ดี ดังนั้นจึงต้องปัดฝุ่นจากด้านบนก่อน เพื่อให้ไม่ต้องกลับมาปัดฝุ่นซ้ำอีกรอบ นอกจากนี้ ควรเน้นในส่วนรอยจีบรอยพับของผ้าม่านให้ดี เพราะจะมีฝุ่นเกาะหนาเป็นพิเศษเสมอ

 2. ระวังในการใช้ผ้าชุบน้ำ

          ถ้าจะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ก็ต้องดูดฝุ่นให้เรียบร้อยก่อน ไม่อย่างนั้น นอกจากการเช็ดจะไม่ช่วยให้ผ้าม่านสะอาดขึ้นแล้ว ยังเป็นการะละเลงฝุ่นให้รอยเปื้อนติดไปทั่วผ้าม่านอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากผ้าม่านของคุณมีสีอ่อน ควรเลี่ยงการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด เพราะถ้าเกิดรอยเป็นด่างเป็นดวงหลังเช็ดแล้วจะเห็นชัด ทำให้ผ้าม่านดูไม่น่ามอง

 3. เลือกวิธีทำความสะอาดโดยดูจากเนื้อผ้า

          หากผ้าม่านของคุณมีน้ำหนักเบาจำพวกที่ทำจากผ้าฝ้าย เพียงแค่นำมาสะบัดฝุ่นออก หรือดูดฝุ่นเป็นประจำ ประมาณอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว ในขณะเดียวกัน หากผ้าม่านของคุณทำจากผ้าเนื้อหนา ควรส่งร้านซักแห้งที่ไว้ใจได้ให้เป็นคนจัดการจะดีกว่า เพราะผ้าม่านชนิดนี้ต้องใช้การดูแลเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม หากไม่สะดวก คุณอาจใช้เตารีดไอน้ำแนวตั้งรีดหลังจากดูดฝุ่นแทนก็ได้

 4. ตะขอเกี่ยวผ้าม่านก็สำคัญ

          ทำความสะอาดผ้าม่านเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมทำความสะอาดตะขอเกี่ยวผ้าม่านด้วย เพราะถ้าหากผ้าม่านที่สะอาดแล้ว มาเจอกับตะขอเกี่ยวที่สกปรก ก็จะทำใหผ้าม่านสกปรกอยู่ดี ทั้งนี้ วิธีความสะอาดตะขอเกี่ยวนั้นก็ง่ายแสนง่าย แค่นำไปลวกในน้ำผสมน้ำส้มสายชู ก็จะทำให้ตะขอดูสะอาดแวววาวเหมือนใหม่ได้แล้ว

 5. ใส่กลิ่นหอมให้ผ้าม่าน

          ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรถ้าคุณจะลองฉีดสเปรย์กลิ่นหอม ๆ ที่คุณชอบไว้ที่ผ้าม่าน เพื่อเพิ่มความสดชื่นและบรรยากาศดี ๆ ให้กับห้องของคุณ อย่างไรก็ดี ควรเลือกกลิ่นอ่อน ๆ ที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีแรง ๆ เพราะเสปรย์บางตัวอาจมีฤทธิ์รุนแรงจนทำให้ผ้าม่านสีเพี้ยนได้

          จำไว้ว่าควรทำความสะอาดผ้าม่านของคุณเป็นประจำ ผ้าม่านจะได้ดูสวยเหมือนใหม่อยู่เสมอ แถมยังช่วยให้ทุกกคนในบ้านมีสุขภาพที่ดี ไม่ต้องทนอยู่กับสิ่งสกปรกอีกด้วย


ข้อมูลจาก http://home.kapook.com/view43193.html

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หลักการเลือกผ้าม่านให้เหมาะกับบ้าน

ผ้าม่าน


ผ้าม่านเป็นของแต่งบ้านซึ่งเจ้าของบ้านมักจัดอยู่ในลิสต์ท้ายๆ ของรายการ ทั้งที่มีความจำเป็นพอๆ กับเรื่องเฟอร์นิเจอร์เลย นอกจากจะช่วยกรองแสงแดดแล้ว ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนบรรยากาศภายในบ้านให้น่าอยู่ขึ้นด้วยปัญหาสำคัญที่ทำให้เจ้าของบ้านหลายท่านคิดไม่ตกก็คือตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกผ้าม่านแบบไหนให้เหมาะกับห้องต่างๆ ในบ้าน วันนี้ “บ้านและสวนแฟร์เว็บไซต์” จึงมีไอเดียเลือกใช้ผ้าม่านให้สวยและถูกที่ถูกทางมาฝากกันค่ะ

             การเลือกรูปแบบและชนิดของผ้าม่านเพื่อใช้ในห้องต่างๆ ไม่มีกฎตายตัว แต่ควรดูองค์ประกอบอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย โดยเลือกชนิดของผ้าม่านที่เหมาะสมกับขนาดของบานหน้าต่างและความสูงของห้อง เช่น ในห้องเพดานเตี้ยและมีหน้าต่างบานเล็กก็ควรเลือกใช้มู่ลี่แทนผ้าม่านจีบลอนใหญ่ๆ ซึ่งจะยิ่งทำให้ห้องดูเตี้ยและน่าอึดอัด

ห้องนอน
             เหมาะจะใช้ผ้าม่านจีบ เพราะความนุ่มนวลของผ้าจะช่วยเสริมให้บรรยากาศในห้องนอน ทั้งยังช่วยบังแสงลอดแยงตาได้ดี โดยเฉพาะในช่วงเช้า ไม่แนะนำให้แบ่งผ้าม่านจีบเป็นผืนเล็กๆ อย่างมู่ลี่หรือผ้าม่านพับ เพราะแสงอาจลอดผ่านมารบกวนสายตาได้
ครัว
             ถือเป็นส่วนที่เลอะเทอะง่ายมากที่สุดในบ้านทางที่ดีควรเลี่ยงการติดผ้าม่านจะดีกวาหรือถ้าอยากได้จริงๆ ควรเลือกผ้าม่านที่ทำความสะอาดง่าย ไม่เก็บฝุ่น และเปิดให้แสงเข้าได้ง่าย

ห้องนั่งเล่น
             สามารถเลือกใช้ผ้าม่านได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นผ้าม่านจีบ ผ้าม่านพับ หรือมู่ลี่ไม้ ขึ้นอยู่กับสไตล์การตกแต่งห้อง ขนาดหน้าต่าง รวมถึงการใช้งาน เช่น หน้าต่างบานใหญ่และกว้าง เปิดบ่อยไม่ควรใช้มู่ลี่ไม้ เพราะน้ำหนักค่อนข้างมาก การดึงเก็บขึ้นบ่อยๆ อาจทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ง่าย
ห้องน้ำ
             ไม่ควรใช้ผ้าม่านกับส่วนเปียกอย่างส่วนอาบน้ำฝักบัว เพราะความชื้นจะทำให้ผ้าขึ้นราได้ง่าย หากจะใช้ควรเป็นม่านพลาสติก สำหรับส่วนแห้งอย่างโถสุขภัณฑ์หรืออ่างอาบน้ำ มู่ลี่น่าจะเหมาะสมที่สุด ถ้าอยากได้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นธรรมชาติก็เลือกใช้มู่ลี่ไม้ หากบ้านแต่งในสไตล์โมเดิร์นก็ใช้มู่ลี่อะลูมิเนียม และควรติดมู่ลี่เหนือขอบอ่างอาบน้ำ เพื่อความเป็นส่วนตัวและน้ำจะได้ไม่กระเซ็นไปโดน

ส่วนทำงานหรือพื้นที่แคบ
            อาจใช้ผ้าม่านปรับแสงแนวตั้งหรือผ้าม่านม้วนที่สามารถมองเห็นวิวภายนอกได้ ผ้าม่านทั้งสองชนิดนี้ช่วยกรองแสงจ้าๆ จากภายนอกได้ดี เพื่อให้แสงสว่างส่องเข้ามาอย่างเพียงพอกับการทำงานชนิดของผ้าม่าน

ชนิดของผ้าม่าน
A. ผ้าม่านจีบ ผ้าม่านที่มีลักษณะจีบเป็นลอนๆส่วนใหญ่นิยมติดตั้งเป็นผ้าม่านสองชั้น คือ ผ้าม่านโปร่งและผ้าม่านทึบ ผ้าม่านชนิดนี้เหมาะกับหน้าต่างบานใหญ่และจำเป็นต้องมีรางด้านบนแต่จะเลือกโชว์รางหรือซ่อนรางก็แล้วแต่ความต้องการของเจ้าของบ้านจึงควรเผื่อพื้นที่เหนือขอบหน้าต่างอย่างน้อย20 เซนติเมตร

B. ผ้าม่านพับ ผ้าม่านที่ใช้รอกในการดึงผ้าจากด้านล่างขึ้นด้านบนโดยพับทบไปมา เหมาะกับหน้าต่างบานเล็กในแนวตั้งหรือหน้าต่างด้านที่แสงสว่างไม่ส่องเข้ามาเต็มๆ เช่นด้านทิศเหนือ

C. ม่านม้วน ส่วนใหญ่มักทำจากผ้าใยสังเคราะห์เนื้อผ้าก็จะมีการเคลือบสารป้องกันแสงแดดและรังสียูวีใช้ระบบรอกหรือมอเตอร์ในการเปิด ราคาค่อนข้างสูงแต่ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยและใช้ได้กับหน้าต่างบานเล็กไปจนถึงบานใหญ่มากๆ

D. มู่ลี่ หลักๆ ที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือ มู่ลี่ไม้และมู่ลี่อะลูมิเนียมทำสีลักษณะเหมือนบานเกล็ดแนวนอน ขนาดของใบมู่ลี่มีให้เลือกทั้งเล็กและใหญ่เหมาะกับหน้าต่างบานเล็กหรือหน้าต่างที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ

E. ผ้าม่านปรับแสง เป็นมู่ลี่แนวตั้ง สามารถหมุนปรับได้ 180 องศาใบมู่ลี่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ส่วนใหญ่มักทำจากวัสดุสังเคราะห์ซึ่งช่วยกรองแสงแดดได้ดี เช่นพอลิเอสเตอร์ ไฟเบอร์-กลาส หรืออะลูมิเนียมเหมาะกับหน้าต่างบานใหญ่และอยู่ในทิศทางที่แสงส่องเข้าเต็มๆ

ข้อมูลจาก http://www.baanlaesuanfair.com/Article.aspx?ArticleID=15#.Ugx5mdI9OYg

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิธีติดตั้งผ้าม่านด้วยตัวเอง




จะใช้ไม้ที่ตากผ้าก็ได้ ถ้าจะเอาสวยหน่อยก์ซื้อรางม่าน จากนั้นอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีคือสกรู และขารางม่าน
1) วัดความยาวหน้าต่าง เพื่อกำหนดความยาวรางม่าน และก์ผ้าม่านที่ต้องใช้


2) หลังจากซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ครบตามขนาดความกว้างและจำนวนหน้าต่างได้แล้วก็เริ่มงานได้เลย สำรวจดูผนังว่ารับน้ำหนักไหวแค่ไหน ถ้ากลัวไม่ไหวก์ต้องใช้พุก แล้วใช้สกรูเจาะเพื่อใส่ตัวขารับรางม่าน เจาะสองข้างเสร็จ ขันสกูรใส่พุกใส่น้อต เอาผ้าม่านใส่ขารางแล้วใส่เข้าตัววางขาราง เสร็จ
หลังจากนี้ คุณควรที่จะดูแลความสะอาดผ้าม่านด้วย โดยการการซักผ้าม่านควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง จะสามารถยืดอายุของผ้าม่านได้ ส่วนผ้าม่านที่โดนแสงแดดเป็นประจำแนะนำว่าควรซักอย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง นั้นเพราะผ้าม่านที่โดนแดดแรงเป็นประจำเนื้อผ้าจะกรอบและขาดง่ายกว่าผ้าม่านที่ไม่ค่อยโดนแดด


วิธีการซักผ้าม่านด้วยตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก
1. ถอดผ้าม่านจากรางม่าน (ม่านบางชนิด อาจมีวิธีการถอดควรปรึกษาช่าง) ควรจำด้วยว่าชิ้นไหนเป็นของด้านไหน สิ่งสำคัญควรถอดแค่พอซักไหว เพราะผ้าม่านนั้นค่อนข้างชิ้นใหญ่มีน้ำหนัก ถ้าซักครั้งละหลายชุดอาจจะหนักเกินไป เนื่องจากต้องใช้เวลาและแรงกายพอสมควร ผ้าม่านที่ปลดออกมา นำมาถอดตะขอ โซ่ถ่วงหรืออุปกรณ์ที่ติดมากับตัวผ้าม่าน โซ่ถ่วงที่ใช้ถ่วงม่านนั้นปลายสองข้างจะเย็บติดกับผ้าม่าน ให้เราใช้ใบคัตเตอร์หรือกรรไกรเล็กๆค่อยๆตัดเส้นด้ายตรงส่วนปลายล่างสุด ทั้งซ้าย-ขวาโดยค่อยๆเลาะออกระวังอย่าให้โดนผ้า ให้ตัดเส้นด้ายระยะประมาณ 1 ซม.ผ้าที่คล้องหัวโซ่จะหลุดออก และทำอย่างเดียวกันกับอีกด้าน ควรทำเครื่องหมายไว้ว่าโซ่ชิ้นนี้เป็นของผ้าม่านชิ้นนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นจะเสียเวลาตอนนำกลับมาใส่ภายหลัง


2. ผ้าม่านที่ถอดอุปกรณ์ออกหมดแล้ว นำไปซักน้ำเปล่าในภาชนะที่เตรียมไว้อย่างน้อย 2 น้ำ เพื่อให้ฝุ่นที่ยังไม่ฝังแน่นออกไปก่อน น้ำแรกจะเห็นว่าน้ำนั้นดำมาก และต่อมาทำตามขั้นตอนเดียวกันด้วยน้ำที่สอง ความดำของน้ำที่เกิดจากฝุ่นก็จะลดลง กรณีผ้าม่านดำมากหรือสกปรกมากต้องแช่ไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น โดยใส่ผงซักฟอกทั่วไป ไม่ควรใช้สารฟอกขาวเพราะจะทำให้ผ้าเปื่อย พอได้เวลาแล้วล้างผงซักฟอกออกให้หมด


3. นำเข้าเครื่องซักผ้า ควรตั้งโปรแกรมซักผ้าหนา และตั้งให้เครื่องล้างน้ำ 2 ครั้ง (ไม่ควรซักน้ำร้อน เพราะอาจทำผ้าม่านบางชนิดเสียหายได้) ถ้าผ้าม่านชิ้นใหญ่ให้ใส่ผ้าขนหนู 2-3 ผืนที่ไม่ใช้แล้ว (ผ้าขนหนูจะช่วยดูดสิ่งสกปรกจากผ้าม่าน ปรับความสมดุลของเครื่องซักผ้าและยังช่วยรักษาผ้าม่านไม่ให้เกิดความเสียหาย สามารถนำกลับมาใช้ได้ตลอด) ใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มในช่องของเครื่องซักผ้า ขณะเครื่องเริ่มทำงานให้ใส่น้ำส้มสายชูประมาณครึ่งถ้วยต่อผ้าม่านประมาณ 7-9 กก. ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสกปรกของผ้าม่าน ในกรณีผ้าม่านเป็นคราบเชื้อรา หรือรอยคราบน้ำจากละอองฝน ให้ใส่เกลือลงไปด้วยประมาณครึ่งถ้วย จะช่วยขจัดคราบเพิ่มขึ้น สำหรับคราบที่ฝังแน่นที่สะสมเป็นเวลานาน อาจต้องใช้สเปรย์หรือน้ำยาจัดคราบช่วยอีกทางหนึ่ง


4. หลังจากเครื่องปั่นหมาดแล้วให้รีบนำออกจากเครื่องทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ นำมาใส่ตะขอม่านแต่ยังไม่ต้องใส่โซ่ถ่วง รีบนำไปแขวนที่รางม่านเดิมที่ถอดมา จัดจีบม่านให้เข้าที่ตามเดิมเหมือนก่อนถอดออก อย่าลืมทำความสะอาดรางและบริเวณที่แขวนผ้าม่านด้วยระหว่างรอเวลาเครื่องซักผ้าทำงาน การแขวนม่านทันทีหลังซักเสร็จจะทำให้ผ้าม่านไม่ยับ ผ้าบางชนิดไม่จำเป็นต้องรีดเลยก็เป็นได้ รูดปิดม่านให้ทุกส่วนสัมผัสอากาศ เปิดประดูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่นานผ้าม่านก็จะแห้ง และกลับมาใหม่เหมือนเดิม


5. หลังจากผ้าแห้งแล้ว กรณีผ้าบางตัวอาจมีรอยยับ ให้ใช้เตารีดไอน้ำลักษณะตั้งพื้นและมีท่อพร้อมด้ามจับ รีดเก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง นำโซ่ถ่วงมาใส่เข้าที่จุดเดิม และใช้เข็มสอยปิดหัวปิดท้าย ความจริงผ้าม่านไม่จำเป็นต้องใส่โซ่ถ่วงก็ได้ ถ้าผ้านั้นมีน้ำหนักพอ ให้สังเกตดูว่าในขณะไม่ใส่โซ่ผ้าม่านเป็นอย่างไร ถ้าใส่จะดีกว่าเดิมหรือไม่ โซ่ไม่มีผลต่อผ้าม่านมากนัก ลองเปรียบเทียบดูก่อน แค่นี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นการซักผ้าม่านเรียบร้อย

ข้อมูลจาก http://www.tamlaydee.com/forum/index.php?topic=1463.0